จุดดูช้างป่าที่เห็นชัวร์ที่สุดในไทย อยู่ห่างจากวิลล่าแค่ทริปบ่ายเลียบทะเล ไปตอนไหนดี ทริปเป็นยังไง แล้วจะได้เจออะไรบ้าง
ที่กุยบุรีมีช่วงเวลาหนึ่งในยามบ่ายแก่ๆ ที่อากาศเริ่มคลายร้อน ทุ่งหญ้ากลายเป็นสีทองเข้ม เงาทอดยาวไปทั่วลานโล่ง แล้วตรงชายป่าก็มีร่างสีเทาตัวหนึ่งย่างก้าวออกมา ตามด้วยอีกตัวที่เล็กกว่า เรานั่งนิ่งๆ อยู่บนกระบะของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า มองครอบครัวช้างป่าค่อยๆ ออกมาหากินกลางทุ่ง ทำตัวเรื่อยเปื่อยราวกับไม่มีเราอยู่ตรงนั้น ใกล้จนได้ยินเสียงเด็ดหญ้ากับเสียงครางต่ำๆ ที่พวกมันส่งถึงกัน
ในเมืองไทยตอนนี้เหลือไม่กี่ที่แล้วที่ยังเห็นภาพแบบนี้ได้ คือช้างที่ใช้ชีวิตตามธรรมชาติบนผืนป่าของมันเองจริงๆ ไม่ใช่ช้างเลี้ยง และสำหรับแขกที่มาพักกับเรา ความน่ารักของมันอยู่ตรงที่ทุกอย่างอยู่ใกล้มาก แค่ขับรถเลียบทะเลขึ้นไปทางเหนือไม่นานแล้วเลี้ยวเข้าหุบเขาก็ถึง เป็นทริปบ่ายเบาๆ ที่ลงตัวกับการมาพักพอดี
จุดดูช้างป่าที่ "เห็นชัวร์" ที่สุดในไทย
อุทยานแห่งชาติกุยบุรี มีพื้นที่ป่าเขาเกือบพันตารางกิโลเมตร ทอดตามแนวเทือกเขาตะนาวศรีที่กั้นพรมแดนไทยกับเมียนมา ตั้งเป็นอุทยานฯ มาตั้งแต่ปี 2542 ส่วนหนึ่งก็เพื่อรักษาฝูงช้างป่าเอเชียที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไว้ ทุกวันนี้ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นจุดดูช้างป่าที่มีโอกาสเจอสูงที่สุดในเมืองไทย ทางอุทยานฯ เองบอกว่าโอกาสเจอช้างอยู่ราวๆ 95% และปีที่ผ่านมา ทริปบ่าย 97 จาก 100 รอบได้เจอช้างอย่างน้อยหนึ่งตัว ส่วนกระทิงก็เจอเกือบ 9 ใน 10 รอบ
สำหรับสัตว์ป่าแล้ว ตัวเลขแบบนี้ถือว่าน่าทึ่งมาก และมันไม่ได้เกิดขึ้นเองลอยๆ
ไม่ใช่โชว์ แต่คือการอยู่ร่วมกัน
ลานโล่งที่เรานั่งดูช้างกันอยู่นี้ เมื่อก่อนเคยเป็นไร่ หลายปีก่อนแถวนี้เคยมีปัญหาหนักระหว่างช้างกับชาวบ้านที่ปลูกสับปะรดริมป่า ช้างลงมาหากินในไร่ตอนกลางคืน พืชผลพังเสียหาย ความขัดแย้งก็สะสมขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งถึงขั้นมีคนและช้างบาดเจ็บล้มตาย ทางอุทยานฯ เลือกแก้ด้วยความใจเย็นแทนการใช้กำลัง คือฟื้นทุ่งหญ้าเดิมขึ้นมา ปลูกหญ้าและผลไม้ที่ช้างชอบกิน แล้วเก็บน้ำในอ่างไว้ให้พอตลอดหน้าแล้ง ช้างเลยมีเหตุผลที่จะอยู่ในป่ามากกว่าจะเดินลงไปหาหมู่บ้าน วิธีนี้ได้ผลจริง สิ่งที่เราเห็นในเย็นวันดีๆ จึงเป็นผลของความตั้งใจที่ค่อยเป็นค่อยไปมานาน ไม่ใช่การแสดงที่จัดไว้ให้นักท่องเที่ยวดู แต่เป็นช้างป่าที่เลือกออกมาเองตามธรรมชาติ
เก็บความคิดนี้ไว้ในใจตอนไปด้วยก็ดี เพราะที่นี่ไม่ใช่สวนสัตว์ ไม่ใช่ปางช้าง ไม่มีขี่ช้าง ไม่มีอาบน้ำให้ช้าง ไม่มีให้อาหาร เราเป็นแค่แขกที่มาเยือนช่วงหัวค่ำของพวกมันเท่านั้น
ไปตอนไหนดี บ่ายแก่ๆ เท่านั้น
ไปช่วงบ่ายแก่ๆ ถ้าจะจำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับที่นี่ ขอให้จำข้อนี้ เขตดูสัตว์เปิดบ่ายสองโมงถึงหกโมงเย็น ช่วงชั่วโมงแรกๆ แทบไม่มีอะไรให้เห็น เพราะสัตว์ยังหลบร้อนอยู่ในร่ม พอประมาณบ่ายสามโมงครึ่งเป็นต้นไปบรรยากาศถึงจะเริ่มเปลี่ยน และชั่วโมงสุดท้ายก่อนปิด ตอนแดดอ่อนลมเย็น คือช่วงที่ทุ่งคึกคักที่สุด ไปให้ทันตั้งแต่ต้นช่วงนั้นแล้วค่อยๆ รอ
ฤดูก็มีผล ช่วงพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ที่อากาศเย็นและแห้งเป็นช่วงที่สบายที่สุดและเจอช้างง่ายที่สุด เพราะสัตว์จะลงมาหาแหล่งน้ำในอุทยานฯ ส่วนหน้าฝนก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ คนน้อย น้ำเยอะ เขาเขียวจัด แต่ถ้าฝนบ่ายตกหนักก็อาจต้องตัดจบเร็ว เผื่อเวลาไว้หน่อยจะดีกว่า
ทริปบ่ายเป็นยังไง
ง่ายกว่าที่คิดและไม่ได้วุ่นวายอะไร ขับรถไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของอุทยานฯ แล้วไปจัดการหน้างานเอาเลย จองล่วงหน้าไม่ได้ บางคนพยายามจองก่อนแล้วงงตรงนี้ จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่กับคนขับท้องถิ่นพาขึ้นรถกระบะเปิดประทุนที่ต่อม้านั่งไว้ พาเข้าไปอีกราว 16 กิโลเมตรถึงจุดดูสัตว์ห้วยลึก รถไม่มีหลังคา ไม่มีกระจกกั้น มองรอบตัวได้โล่งหมด เจ้าหน้าที่จะรู้ว่าช่วงนี้ฝูงช้างเดินอยู่แถวไหน แล้วค่อยๆ เอารถไปจอดริมทุ่ง ดับเครื่อง แล้วก็รอ
มีค่าเข้าอุทยานฯ นิดหน่อย บวกค่ารถกับค่าเจ้าหน้าที่ จ่ายที่ศูนย์ฯ พกเงินสดไปด้วยเพราะรูดบัตรอาจไม่ได้ เผื่อเวลาไว้สักสามถึงสี่ชั่วโมงตั้งแต่ไปถึงจนขับกลับ และอย่ารีบ ช่วงเวลาดีๆ มักเป็นของคนที่นั่งรอนิ่งๆ ได้นานที่สุด
จะได้เจออะไรบ้าง
ช้างคือตัวเอก แต่ไม่ใช่มีแค่ช้าง กุยบุรีเป็นบ้านหลังท้ายๆ ของกระทิง วัวป่าที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก ช่วงไหล่หนาแต่เดินคล่องอย่างไม่น่าเชื่อ มักมาเป็นฝูงหลายสิบตัวเดินหากินในทุ่งหญ้าสูง นอกจากนั้นยังมีวัวแดงที่หายากและขี้อายกว่า หมูป่าที่คุ้ยดินตามขอบทุ่ง เก้ง และนกเงือกที่บินข้ามสันเขาช่วงพลบค่ำด้วยท่าบินหนักๆ ที่จำได้ทันที ส่วนเสือดาวกับหมาในก็มีในป่านี้เหมือนกัน แต่จะได้เห็นต้องอาศัยดวงพอสมควร
เอากล้องส่องทางไกลไปด้วย สัตว์จะอยู่ห่างๆ ตามที่ควรเป็น กล้องดีๆ สักตัวช่วยเปลี่ยนจุดสีเทาเล็กๆ ไกลๆ บนเนิน ให้กลายเป็นภาพที่กลับมาเล่าให้กันฟังบนโต๊ะมื้อค่ำได้
เดินทางจากวิลล่ายังไง
จุดดูสัตว์อยู่ลึกเข้าไปด้านใน ทางตะวันตกของถนนเลียบทะเลสายหลัก อยู่ในแนวเขาหลังตัวอำเภอกุยบุรี ถ้ามาจากหัวหินก็ราวชั่วโมงครึ่งลงมาทางใต้ แต่ถ้ามาจากวิลล่าจะใกล้กว่า แค่ขับขึ้นเหนือเลียบทะเลไปหน่อยเดียว เลยจัดให้ลงตัวกับช่วงบ่ายแก่ๆ ได้ง่าย กินข้าวเที่ยงชิลล์ๆ แล้วค่อยออก ใช้ช่วงเวลาทองไปกับช้าง เสร็จแล้วกลับมาที่ระเบียงตอนฟ้าเริ่มมืด ทันมื้อค่ำริมสระพอดี เราช่วยจัดหาคนขับที่ชำนาญทางให้ได้ ทางเลี้ยวเข้าจากถนนใหญ่มีป้ายบอกชัดเจน และการได้ขับผ่านไร่สับปะรดออกไปก็เป็นความเพลินอย่างหนึ่งของทริปนี้
มารยาทเงียบๆ ไม่กี่ข้อ
อยู่ห่างๆ และอยู่ในความสงบ นี่คือสัตว์ป่าบนถิ่นของมันเอง เจ้าหน้าที่กำหนดระยะไว้ยังไงก็ทำตามนั้น ห้ามลงจากรถ ห้ามให้อาหาร และอย่าส่งเสียงเรียกให้สัตว์เข้ามาใกล้
เตรียมของจำเป็นไป น้ำ หมวก กล้องส่องทางไกล มีเลนส์เทเลก็เอาไปด้วย หน้าหนาวตอนเย็นจะเย็นกว่าที่คิด
อยู่เงียบๆ ไว้ เสียงดังไปไกลมากในที่โล่ง รถยิ่งเงียบ ช้างยิ่งอยู่นาน
ถ้าเลือกได้ไปหน้าแล้ง บ่ายฟ้าใสกว่า ถนนดีกว่า โอกาสเจอก็มากกว่า
มันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ใจสงบ การได้นั่งบนท้ายกระบะตอนเย็นใกล้ค่ำ มองฝูงช้างที่มีเหตุผลทุกอย่างที่จะหนีคน แต่กลับยอมรับว่าเย็นวันนี้เราไม่ได้เป็นภัยกับมัน ทริปแบบนี้ต้องใช้ความอดทน แต่สิ่งที่ได้กลับมานั้นหาที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ
Astral Villa อยู่ติดหาดที่อ่าวน้อย ขับเลียบทะเลลงมาจากช้างและอุทยานฯ ไม่ไกล กุยบุรีเลยเป็นทริปหนึ่งวันที่จัดเข้ากับการมาพักได้ง่ายที่สุดทริปหนึ่ง และเป็นไม่กี่ทริปที่ทำให้ทุกคนกลับมาแบบเงียบๆ ในใจ ถ้าพร้อมแล้ว เช็กวันว่างแล้วทักมาสอบถาม ได้เลย แล้วฝากถามเรื่องทริปบ่ายไปกุยบุรีมาด้วยก็ได้ รอบๆ วิลล่ายังมีที่ให้เที่ยวมากกว่าที่บ่ายเดียวจะไปได้หมด



